Discovery 2
Good Buyer
Reason Piece ณ ทางออกประตูเหนือ ทั้งสองยืนมองหนทางที่ยังคงอีกยาวไกล เหม่ย หลินแหงนมองด้านหลังประตูเมืองที่เก่าคร่ำครึ ข้างๆมีเสาเหล็กสูงประมาณเด็กหนึ่งคน สภาพสนิมจับแทบโค่นล้ม ยอดเสามีป้ายเหล็กแผ่นโตมีเขียนไว้ว่า
“แยกสามเศร้าข้างหน้า มีแนวทางดังนี้ ด้านซ้ายตรงไปยังหยางหมิง ด้านขวาตรงไปยังหนาอิน ทางตรงไปยังกว๋อเจิ้ง”
เส้นทางแสนจะเปล่าเปลี่ยวังเวงไร้ซึ่งผู้คน รอบข้างไม่มีใครนอกจากชายวัยรุ่นกลางๆกับบ้านเก่าๆหลังหนึ่งอยู่ข้างต้นไม้ต้นใหญ่ด้านซ้ายถัดออกไปไม่ไกลมากนัก ที่หน้าบ้านเขานั่งอยู่บนก้อนหินก้อนโต แว่นตาหนาหนักแสดงถึงสายตาพร่ามัว ในมือถือดินสอนั่งเขียนหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ที่โคนต้นไม้มีรถรับส่งเก่าๆคันหนึ่งที่ไว้ใช้รับจ้างส่งคนข้ามเมืองพร้อมกับตัวช่วยพาหนะขับเคลื่อนหนึ่งคู่กำลังนอนหลับฝันกลางวัน
“ถ้าเราจะไปให้ทันต้องก่อนพลบค่ำของวันนี้.. และถ้าไร้ซึ่งพาหนะแล้ว ก็คงจะไม่ทันเป็นแน่แท้”
เหม่ย หลิน พูดกับคู่หูนักเดินทางของเธอ นักรบผู้นั้นก้มลงไม่ได้เอ่ยเอื้อนประการใดออกมา ราวกับหยุดคิดตริตรองเล็กน้อย เพียงครู่ เขาแหงนศีรษะมองไปยังบ้านหลังนั้น
“ข้าว่านั่นคงจะเป็นคนส่งคนข้ามเมืองหรือไม่ก็ขายเจ้าลากู๊ดสองตัวนั้น เหม่ย หลิน”
“เอ่อ..อื้อ”
ราวๆกับเธอรู้หน้าที่ถูกมอบหมาย เหม่ย หลินเดินเข้าไปหาเขาช้าๆ สายตาและสมาธิของชายหนุ่มกลับมองแต่เพียงสมุดที่อยู่ในมือของเขาเท่านั้น บ่นพึมพำราวกับอยู่กันคนละโลกกับเธอ จนกระทั่งถึงหน้าและเดินเลยไปหาเจ้าลากู๊ดสองตัวที่กำลังนอนหลับ เจ้าช้างขนาดเล็กที่มีขนาดเพียงแค่เท่าม้า ไร้ซึ่งงาเอาไว้ต่อสู้ เธอนั่งลงตรงหน้าเจ้าช้างน้อยสองตัวพลางเอามือลูบหัวของมันเบาๆ กลับไปกลับมา จนเจ้าลากู๊ดตัวน้อยตื่นขึ้น มันเอางวงพันที่มือของเหม่ย หลินเพื่อตอบสนองการทักทายที่อ่อนโยนของเธอ ผิวของมันสากหนาทำเอามือของเหม่ย หลินคันๆจนถึงกับต้องหัวเราะขึ้นมา
"ไม่เอาน่า จั๊กจี๋นะ”
เสียงสวรรค์ก้องกังวาลของเหม่ย หลิน กระจายสู่โสดประสาทของเขา ชายแก่หันมามองเธอด้วยความตกใจ ความงดงามเธอตั้งเขาต้องผงะราวกับต้องมนต์สะกด เพราะไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามถึงเพียงนี้ รูปลักษณ์หน้าตาราวกับนางฟ้า ผิวพรรณขาวผ่องงามอย่างกับน้ำนม ดูมีสง่าราศี การแต่งตัวที่ดูสูงศักดิ์ บ่งบอกถึงฐานะที่จะต้องเป็นลูกเจ้าเมืองใหญ่ผู้มั่งคั่งเป็นอย่างต่ำ เขาวางสมุดลงเอาดินสอสอดใส่ไว้หน้าที่กำลังเขียนเพื่อให้ไม่ลืม
“เอ่อ นี่เจ้าลากู๊ดสองตัวนี้ ชื่ออะไรคะ”
“เหว..เหวอน..เหวิ๋นต้า กับ หมะ..หม่าเอี่ยนครับ”
เสียงตอบที่แบบตะกุกตะกักเพราะยังไม่สามารถตั้งสมาธิ กับ คำพูดของตนได้ สายตาของเขายังคงจ้องอยู่ที่เธออย่างไม่ลดละ มองดูเธอที่กำลังเล่นกับเจ้าสัตว์น้อยอย่างเคลิบเคลิ้ม เหม่ย หลิน มัวแต่เล่นเจ้าสัตว์น้อยสองตัวหยอกล้อกับเธอแทบจะลืมจุดประสงค์
“เอ่อ ท่านมีอาชีพรับจ้างส่งคนข้ามเมืองหรือปล่าวคะ”
“ชะ…ใช่คระ..ครับ..?”
เธออมยิ้มเล็กๆ ตอบเขาด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มนวลราวกับเสียงสวรรค์ เขายิ่งสั่นหนักยิ่งกว่าเก่าราวกับเป็นโรคชักกระตุก เสียงกลืนน้ำลายหลายครั้งติดต่อกัน เพราะความเขินอายจนเขาต้องลุกขึ้นหนี เขาเดินไปที่หน้าบ้านพลางเอามือจ้วงน้ำออกจากถังด้วยเพื่อล้างหน้าของตน ราวกับพยามเรียกสมาธิกลับมา เขานำผ้าผืนเก่าๆเช็ดหน้าแล้วค่อยเดินกลับมา เหม่ย หลินลุกขึ้นช้าๆ พลางปัดฝุ่นที่ชายจีบกระโปรง เขาพยามก้มลงเพื่อไม่สบตาเธอแล้วเอ่ยคำถามอีกครั้ง
“มีอะไรรบกวนให้ข้ารับใช้เหรอครับ คุณหนู”
“เอ่อ ท่านสามารถพาข้าไปส่งได้รึเปล่าคะ”
ความดีใจหลั่งไหล่เข้ามาดั่งวารีไหลลงมหาสมุทธิหลังจากที่ไม่มีใครมาจ้างเขานำทางรับส่งนานแสนนาน ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุด จนอดกลั้นที่จะเอ่ยออกมามิได้
“ข้าน่ะ รอวันนี้มานานมากแล้วน่ะครับ ที่จะมีคนมาใช้บริการข้าเสียที”
เขารีบเดินตรงกลับเข้าบ้านไปเตรียมสัมภาระทั้งๆที่ยังมิได้ฟังความต้องการของเธอเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งน้ำ เสบียงเล็กน้อยที่พอมีเหลือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ภายในบ้าน เขากวาดมันลงใส่กระเป๋าผ้าเก่าๆที่ปะแล้วปะอีก สะพายขึ้นหลัง เขาหันไปมองเด็กผู้หนึ่งซึ่งกำลังเรียกเขาด้วยเสียงระทวยอ่อน เธอนอนอยู่ตรงเตียงไม้ข้างหน้าต่าง แต่งตัวยากจนยาจกยิ่งนัก เขาเดินเข้าไปหาเด็กผู้นั้นแล้วจับมือของเธอกำไว้แน่น
“ท่านพี่..”
“เราจะต้องมีกิน ไป่ หยู๋ วันนี้แหละ”
เหม่ย หลิน เกาหัวเล็กๆ พลางหยิบสมุดพร้อมดินสอของชายผู้นั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความที่บรรยายหลากหลายผ่านภาษาสนทนาดอกไม้ รวมถึงความอับเฉาของชีวิต ของเขาและเพื่อนร่วมชีวิตอีกหนึ่งคน คือ เด็กน้อย นามว่าไป่ หยู๋ บทกลอนพรรณนาไว้หนึ่งตอนเล็กๆว่า
“ชีวิตข้านั่นถึงแม้อับเฉากาย แต่มิวายเสียใจที่มีเจ้าไป่หยู๋”
“แม้ชีวิตของเจ้านั้นมืดมน แต่จะพ้นผ่านไปด้วยนี่”
เขาเดินออกมาช้าๆ วางถุงสัมภาระไว้ตรงโต๊ะ รู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ เหม่ย หลินนำสมุดเล่มนั้นไปอ่าน เธอยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ความเขินอายของเขา ที่เป็นความลับของเขา ซึ่งเกิดมายังไม่เคยให้ผู้ใดอ่านแม้แต่คนเดียว
“ท่านชอบแต่งบทกลอนเหรอคะ”
“ครับ ว่าแต่ท่านจะให้ข้าไปส่ง ณ ที่จุดหมายใด”
เธอวางหนังสือลง ช้าๆแล้วเดินไปที่ลากู๊ดสองตัว มือของเธอสัมผัสเบาๆบริเวณงวงของพวกมันสองตัว ทำเอาเขางงเล็ก เธอยิ้มที่น้อยๆ หันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาที่แสนจะอ่อนโยน
“กว๋อเจิ้ง มิทราบว่าท่านพอจะไปส่งข้าได้หรือไม่”
ขาของชายผู้นั้นทรุดลงราวกับมีดที่เสียดทานเขามาตรงห้องหัวใจ ชื่อนี้มีความหลังอันแสนขมขื่นกับเขาอยู่อย่างมหาศาล ความผิดหวังแทรกแซงเข้ามาสั่งการกับสมอง
“ข้าคงไปให้ท่านมิได้หรอกครับ ข้า…”
เสียงแห่งความกลัวเปร่งออกมาจากปากของเขา คำตอบนั้นแท้จริงแล้ว เหม่ย หลินย่อมรู้อยู่แก่ใจของชายผู้นั้น แต่เธอก็ยังคงยิ้มอยุ่เช่นเดิม พลางหันหลังกลับไปมองคู่หูของเธอ นักรบผู้นั้นเดินเข้ามาหาเขา พลางโยนถุงเงินลงตรงหน้า เสียงดังของเหรียญทองมากมายมหาศาลกระทบกันแสดงถึงจำนวนเงินที่แสนจะมั่งคั่ง
“หมดนี่ ข้าให้เจ้า พอที่จะเปลี่ยนคำตอบของเจ้าหรือไม่”
ชายผู้นั้นตกใจในจำนวนเงินมหาศาลที่แม้แต่ขุนนางหัวเมืองยังไม่มีที่จะใช้เลยด้วยซ้ำไป เขาเปิดดูพิจารณา ถึงแม้มันจะหอมหวานยั่วยวนแค่ไหน แต่พอนึกถึงความเป็นจริงแล้วก็ไม่คุ้มเสี่ยงที่จะเปลี่ยนคำตอบของเขา
“ถึงแม้เงินจะมากมายถึงเพียงนี้ แต่ข้าก็ไม่อาจที่จะพาท่านทั้งสองไปส่งได้”
“ทำไมหล่ะคะ ?”
เหม่ย หลินเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเงินมากมายขนาดนี้ ยังไม่เปลี่ยนใจของเขาได้ แสดงถึงจุดยืนในเหตุผล เใจของเขาแข็งเฉกเช่นขุนเขาที่สูงตระหง่านแม้สายน้ำจากฝนฟ้าจะรุนแรงเพียงใดก็มิอาจกัดเซาะให้ทรุดทรามลงได้ ราวกับเหตุผลนั้นเป็นฐานตัวค้ำจุนอยู่
“ทางไปกว๋อเจิ้งอันตรายยิ่งนัก ถ้าเกิดข้าไปแล้ว ข้าเกิดตายขึ้นมา น้องสาวของข้าที่นอนป่วยจะไม่มีใครดูแล ฉะนั้นข้าคง…ไปส่งท่านทั้งสองไม่ได้แล้วหล่ะ”
จากบทกลอนสนทนาบรรยายถึงชีวิตของเขา ก็พอจะทำให้เหม่ย หลินเข้าใจชีวิตและคุณงามความดีของเขาได้มากขึ้น เธอค่อยคิดไปทีละเล็กน้อย ตอนนี้เธอต้องการทราบโรคที่น้องสาวของเขาเป็นด้วย
“ขอโทษนะคะ น้องของท่าน ป่วยเป็นโรคอันใดเหรอคะ”
ความขมขื่นของเขา เริ่มยอกย้อนทำร้ายเขาอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นความจริงที่เป็นอยู่มองเห็นได้ แต่เขาก็ไม่อยากจะเอ่ยถึงด้วยซ้ำเสีย
“น้องสาวของข้าตาบอดครับ”
เธอขมวดคิ้วด้วยความตกใจ เพราะไป หยู๋ ตาบอดเขาจึงไม่กล้าที่จะออกนอกไปยังกว๋อเจิ้งนั่นเอง เพราะถ้าขาดเขาก็เท่ากับต้นไม้ใหญ่ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง เขาค่อยๆลุกขึ้นพยามรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดที่อยากจะเล่า เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับกว๋อเจิ้ง หมู่บ้านต่ำทรามนี้ด้วย เขาค่อยๆเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสลดใจ
“สมัยข้า ยังเด็ก .. เมื่อสิบปีที่แล้ว มีปู่เป็นผู้เลี้ยงดู พวกเราเป็นนักรับส่งหมายเมืองให้กับนายทุกๆคนที่มาจ้างและรับส่งคนเช่นเดียวกัน โดยได้รับมอบหมายจาก หยางหมิง เสียส่วนใหญ่ และอยู่มาวันหนึ่งหลังจากที่เจ้าเมืองกว๋อเจิ้งถูกเปลี่ยนเป็นคนเถลิงอำนาเป็นคนที่มีนามว่า หู หนาน ปู่ของข้าไปได้รับมอบหมายจาก เจ้าเมืองหยางหมิง นายเก่า ให้ส่งหมายที่กว๋อเจิ้งตามคำสั่ง เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ปู่ของข้าก็ทำตามคำสั่งนายเก่าด้วยความสื่อสัตย์ โดยนำไป่ หยู๋ น้องสาวข้า ไปเป็นเพื่อนร่วมทาง ส่วนข้า ไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องเฝ้าบ้านเก่าๆหลังนี้ แต่ระหว่างที่ส่งศาสตร์เสร็จ”
เขาหยุดเล่าเสียพักหนึ่ง เหม่ย หลิน และนักสู้เงียบฟังเขาอย่างตั้งใจ แววตาของเหม่ยหลินมองเห็นความข่มขื่นที่ชายผู้นี้ได้รับ น้ำตาของเขาเริ่มไหลลิน ออกจากเบ้าตา พร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น
“หู หนาน สั่งประหารโดยมิได้ให้เหตุผล และ ได้สาบน้องสาวข้าให้ตาบอด และป่วยหนัก จากนั้นจึงตัดหูของปู่ข้าทั้งสองข้างวางไว้พร้อมทั้งมือข้างขวากำสาส์นไว้ มาพร้อมกับน้องสาวของข้า เนื้อความของศาส์นคือไม่ต้องการให้หมู่บ้านอื่นใด เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกว๋อเจิ้งอีก และผู้ที่เดินทางไปกว๋อเจิ้งมักจะไม่เคยได้กลับมาอีกเลย”
“แล้วน้องสาวของเจ้าหล่ะ ไม่มีใครรับผิดชอบเลยเหรอ เจ้าเมืองหยางหมิงหล่ะว่าไง”
นักรบผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย ว่าความรับผิดชอบของเจ้าเมืองหยางหมิงนั่นอยู่ที่ใด ชายผู้นั้นกำมือแน่น กล่าวต่อไปด้วยความสร้อยสลด
“เจ้าเมืองหยางหมิง รับผิดชอบเราเป็นอย่างดี ท่านดูแลพวกเรา และตามหมอหลวงมารักษา แต่ก็มิสามารถที่จะรักษาน้องของข้า เจ้าเมืองหยางหมิง จึงมอบเงินส่วนหนึ่งให้ข้ามาตั้งตัวที่เมืองชีเสีย แห่งนี้ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ กับน้องของข้า ข้าได้ออกตามหาผู้ที่รักษา ไป่ หยู๋ ทั่วแผ่นดิน แต่ก็มิมีผู้ใดสามารถรักษาได้ ซึ่งข้าก็ตัดสินใจมาตั้งถิ่นฐานที่ชีเสีย รับเป็นคนส่งเมืองเฉกเช่นปู่ของข้า และข้าก็ไม่คิดจะกลับไปที่นั่นอีกเลย..”
จากคำบอกกล่าวทั้งหมดของ ไป่ หลง พอทำให้ทั้งสองเข้าใจเหตุผลทั้งหมดได้เป็นอย่างดี เหม่ย หลินรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอย่างจับจิต ในชั่วนึกคิดเธอสามารถนึกวิธีแก้ปัญหาออกอย่างทันควัน เธอลุกขึ้นช้าๆจากเจ้าลากู๊ดสองตัว จากนั้นจึงปัดฝุ่น ที่ชายกระโปรงเล็กน้อย ถอนหายใจเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“งั้น… ข้าจะรักษาน้องสาวของท่านละกัน”
ไป่ หลง หยุดหลั่งน้ำตา ตกใจในคำพูดของสาวน้อยผู้นี้ เขาเช็ดน้ำตาออก เหมือนกับไม่เชื่อในคำพูดเขาเธอ แม้แต่หมอหลวงที่รักษาเจ้าเมืองก็ไม่สามารถรักษาได้ แล้วเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวนั้นสามารถทำได้จริงหรือ
“ท่าน ทำได้เหรอครับ จะ..จริงเหรอครับ”
เหม่ย หลินหัวเราะเบาๆ นักรบก็เช่นกันเขาหัวเราะเบาๆ แล้วนั่งโขดหินใกล้ๆบ้านเพื่อรอน้องสาวของเขา ส่วนเหม่ย หลิน เอาขมวดเส้นผมยาวๆสีน้ำตาลของเธอเล็กน้อย มือทั้งยกขึ้นประกบกันทำท่ายืดตัว
“แค่นี้สบายมากเลยจะทำสุดความสามารถ แต่ก่อนอื่นพาข้าไปพบกับน้องท่านก่อนละกัน”
ชายผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งใดจะต้องเสียไปอีกแล้ว เขานำทางพาเหม่ย หลินเข้าไปในบ้าน เขาไปยืนที่ข้างเตียง พลางจับมือไป่ หยู๋
“ท่านพี่คะ”
“ไป หยู๋ ข้าพาคนมารักษาเจ้าแล้ว”
เหม่ย หลินมองเห็นความน่าสงสารของเด็กคนนี้ยิ่งนัก ความเวทนาคงไม่เพียงพอกับเด็กผู้หญิงผู้นี้ซึ่งรอคอยความหวังอยู่ เธอเดินไปยืนข้างๆเตียงเช่นกัน
“ไป หยู๋ นี่ท่านนักเวทมนต์ ที่จะมารักษาเรานะ ท่านชื่อ..”
เธอก้มลงยื่นมือออกมา มือของเหม่ย หลินสัมผัสร่างกายของเด็กน้อยที่ร่างกายทรุดโทรม ความต่างซึ่งชนชั้นที่สามารถสังเกตได้เด่นชัด แต่หามีซึ่งความรังเกียจไม่ เธอลูบผมของเด็กน้อย จากนั้นจึงแย้มเล็กน้อย ไป่ หลง และ ไป่ หยู๋ สามารถสัมผัสได้ซึ่งความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาอย่างมหาศาลจนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
“ท่านชื่ออะไรครับ ข้ายังมิได้รู้ชื่อท่านเลย”
“เหม่ย หลิน ค่ะ”
เหม่ย หลิน ยืนขึ้น เธอสูดหายใจเข้าปอดรุนแรง เธอมองหน้าไป่ หลง ด้วยสีหน้าที่แฝงได้ด้วยความสุข สร้างความหวังครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นในใจของ ไป่ หลง
“ท่าน ไป่ หลง เดินออกไปหน่อยค่ะ ข้าจะใช้เวทมนต์ไม่ถนัด”
“ครับ”
เขาเขยิบออกไป เหม่ย หลินรวมรวบจิตตั้งมั่นมือทั้งสองข้างแบออกข้างหน้า ตาปิดสนิท เกิดเป็นคลื่นพลังออร์ร่ารอบๆตัวสีขาว มือข้างซ้ายสัมผัสลงของเหม่ย หลิน สัมผัสลงที่ตาของไป่ หยู๋
“ขอแด่ คุณงามความดี จงช่วยแสดงตัวตนแลลง ของความเลวที่แฝงอยู่กับเด็กคนนี้ด้วย”
เสียงที่ก้องกังวาล ความสง่าดูน่าคำเคารพ ราวกับนางฟ้ามาโปรด คลื่นสีดำบนตัวของ ไป หยู๋ ปรากฎขึ้น มือข้างขวาของเธอชูขึ้นบนเพดาน เหม่ย หลินลืมตาขึ้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน มือข้างขวาเปลี่ยนเป็นออร่าสีแดง พลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใจของไป่ หลงสั่นสะท้าน
“โอเวอร์ โซล ทรีดต์”
“ขอใช้หัตถ์ขวาแห่งพระบิดาผู้เป็นเจ้า ชำระล้างความจัญไรออกด้วยเทิน”
มือข้างขวาจ้วงเข้าที่บริเวณอกของไป่ หยู๋ เธอกระอักออกมาเป็นโลหิตสีดำอยู่ตรงพื้น ไอควันสีดำรอบๆตัวค่อยๆจางหาย พร้อมกับออร่ารอบๆตัวของ เหม่ย หลิน ไป่ หลง เข้าไปประคองน้องสาวของตนความเป็นห่วง
“เป็นอะไรรึเปล่า ไป หยู๋”
เจ้าโลหิตก้อนสีดำรวมตัวขึ้นเป็นหนอนตัวเล็กๆ มันพยามที่จะคลานหนี แต่เหม่ย หลิน ทำหน้ายิ้ม จากนั้นจึงยื่นเท้าเหยียบมันเสียซะเละคาบาทาของเธอเอง ตาของไป่ หยู๋ ค่อยลืมขึ้นช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลมองเห็นแสงสว่างอีกครั้งหลังจากไม่ได้เห็นมาสิบปี เธอขยี้ตาเล็กน้อย มองไปที่ไป หล่งที่กำลังยิ้มปากกว้าง
“ท่านพี่คะ”
ไป่ หลงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาร้องไห้อีกครั้ง กอดน้องสาวของเขาไว้แน่น เธอก็ร้องไห้ กอดเขาไว้เช่นกัน เหม่ย หลิน ค่อยๆเดินออกมาจากบ้าน นักรบคู่หูที่กำลังนั่งอยู่ตรงโขดหินกอดอก เขาหัวเราะเบาๆ
“เจ้านี่ ทุ่มจริงๆนะ ถ้าท่านพ่อมาเห็นคงภูมิใจน่าดู”
“นั่นสิ ถ้าท่านอยู่กับเราในตอนนี้ก็คง”
ทั้งสองเงียบไป สายตาของทั้งสองดูเศร้าสร้อย ตรงข้ามกับตลอดเวลาที่ผ่านมา ไป่ หลง เดินมาจากบ้านพร้อมกับ ไป่ หยู๋ เหม่ย หลิน และนักรบ หันไปมองทั้งสองคน ทั้งคู่ คุกเข่าลง
“ขอบคุณท่านมากครับ ขอบคุณจริงๆครับ”
เหม่ย หลิน จับทั้งสองลุกขึ้น พลางยิ้มให้ มองหน้าไป หยู๋ ที่รู้สึกดีใจเป็นที่สุด ที่เห็นทั้งสองมีความสุข เธอก้มหัวลงให้เพื่อเป็นความขอบคุณ
“ขอบคุณท่านมากเลยค่ะ”
เหม่ย หลิน หัวเราะเสียงดัง แววตายิ้มแย้ม เธอลูบหัวไป หยู๋ เบาๆ จากนั้นจึงเดินกลับไปหาคู่หูของเธอที่นั่งรออยู่ที่โขดหิน ทั้งสองมองพี่น้องคู่นี้ที่ดูมีความสุข ก็ทำให้ทั้งคู่ปลื้มปิติด้วยเช่นกัน
“ถ้าท่านไม่อยากไปนะ ไป่ หลง ข้าก็ไม่อยากจะบังคับท่านหรอก ข้าก็ต้องไปแล้ว”
ไป่ หลงกับ ไป่ หยู๋ มองหน้า กัน ไป่ หลง รีบหยิบสัมภาระ แล้วสาดน้ำใส่ ลากู๊ดทั้งสองให้ตื่นขึ้น เขาลากมันทั้งสองออกมาพร้อมกับรถลากอย่างรวดเร็ว
“ทางข้างหน้ายังอีกไกลนะครับ ท่านจะไปกว๋อเจิ้ง ใช่รึเปล่าครับ ไปกันเถอะครับ”
เหม่ย หลิน หัวเราะเล็กๆ เธอเดินไปหยิบของ แล้วเดินไปใกล้ๆ กับไป่ หลง รู้สึกเหมือนกับว่าไป่ หลงดีใจมาก เธอจึงเอ่ยถามไปว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจ
“ทำไมคราวนี้ถึงจะพาข้าไปหล่ะ”
“ก็ท่านนั้นช่วยน้องสาวข้า ข้าขอตอบแทนท่านนะครับ แม้ตายก็ไม่เสียดาย”
เหม่ย หลิน ยิ้ม ส่วนนักรบที่เดินมาใกล้ๆเหม่ย หลิน ก็แบกสัมภาระขึ้นหลังรถลาก ทั้งสองดีใจที่ ไป่ หลงจะให้ความช่วยเหลือไปสู่ที่หมายได้รวดเร็วขึ้น ไป่ หยู๋ วิ่งมาหาเหม่ยหลิน นำสร้อยคอทำจากเปลือกหอย มาให้กับ เหม่ย หลิน ก่อนจะออกเดินทาง
“นี่มันอะไรเหรอคะ”
“มันคือสร้อยคอนำโชคที่มีหนูมีอันเดียว หนูขอให้ท่านเป็นของนำโชคให้ท่านปลอดภัยนะคะ”
“ข้าไม่เอาได้รึเปล่า”
“ขอให้ท่านรับไว้เถอะค่ะ แทนคำขอบคุณของข้า”
เหม่ย หลินนำมันใส่กระเป๋า เธอพยักหน้าให้กับ ไป่ หยู๋ เหม่ยหลิน ลูบหัวไป่ หยู๋ ด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงกระโดดขึ้นรถลาก จากนั้น ไป่ หลงจึงเอามือตบหลังเจ้าลากู๊ดเบาๆ เพื่อให้มันเริ่มขับเคลื่อน มันก้าวขาออกด้วยช้าๆ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย
“ป้ายหน้า กว๋อเจิ้ง”
ไป่ หลงตะโกนด้วยกำลังใจที่แรงกล้า เขาควบลากู๊ดสองตัวด้วยเชือก เพื่อเพิ่มความเร็วให้มันอีก ส่วนไป่ หยู๋มองดู รถลากกำลังออกเดินทางสู่ทิศเหนือ เธอตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“โชคดีนะคะ ท่านเหม่ย หลิน”
เหม่ย แหงนหน้าออกมาจากรถลาก เพื่อมองดูไป่ หยู๋ ที่กำลังโบกมืออำลาให้กับเธอ เหม่ย หลินโบกมือตอบ แล้วกลับเข้ามานั่งข้างๆนักรบคู่หู เหม่ย หลินยิ้มเล็กๆให้กับเขา
“เจ้านี่อัจฉริยะจริงๆนะ เหม่ย หลิน เรื่องซื้อใจคนจริงๆนะ” “มันเป็นเรื่องปกติน่ะคะ ท่านพี่”
ทั้งสองค่อยออกเดินสู่เมืองที่ล่มสลาย หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กว๋อเจิ้ง เพื่อทำอะไรบางอย่างหนทางเส้นเหนือข้างหน้ามีอันตรายเฝ้ารอพวกเขาทั้งสองอยู่อย่างแน่นอน