หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Discovery [Original Fiction]  (อ่าน 2667 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Ace
Moderator
New Type Pilot
*
กระทู้: 905


ผู้สาบสูญ เฉยเลย~


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ตุลาคม 12, 2008, 12:29:50 AM »

*** ฟิคชั่นนี้แต่งขึ้นโดยตัวผมเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กร หรือ บุคคลใด ทั้งสิ้น ***
*** ฟิคชั่นนี้อ่านแล้วอาจจะทำให้งง แต่เป็นการให้ผู้อ่านคิดตามไปตลอดเวลา ***
*** ภาษาที่ใช้บางทีอาจดูโบราณ แต่เพื่อให้ท่านมองเห็นภาพ ***

Discovery
Introduction Piece
   ความทรงจำอันแสนยอกย้อนตอกย้ำ ทำให้ใจของใครบางคนเจ็บช้ำ ความจำอันแสนโหดร้ายมากจะกัดกินจิตใจของผู้นั้นเสมอ ภาพเดิมๆมักจะตอกย้ำหนักๆกับคนนั้น เพื่อให้ไม่มีการลืมได้ซึ่งเหตุผลของการมีอยู่ ความผิดพลาด และแนวทางของการดำเนินชีวิตต่อไป
   ในวันที่มืดมนฟ้าไร้ซึ่งแสงสว่าง เมฆดำบดบังแสงสว่าง ฝนตกกระหน่ำตอกย้ำบรรยากาศหดหู่ ศพคนของคนมากมายกองเป็นเนินสูงดุจดั่งเทือกเขา เลือดกับสายฝนไหลนองรวมกันเป็นลำธารสีเลือด กลิ่นคาวของโลหิตคลุ้งเคล้าไปทั่ว ท่ามกลางซากศพที่ไร้ชีวิตทั้งหญิงเด็กเล็กแดง บุคคลสองคนยืนประจัณกันอย่างไม่สนใจบรรยากาศรอบข้าง แม้ฝนตกที่เทหนักท่วมท้นลงมาซักแค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใจของทั้งสองได้
   ฝ่ายหนึ่งเป็นชายสายสง่า รูปร่างสูงโปร่งสง่าดั่งพญาอินทรีย์ สวมเสื้อคลุมยาวไปถึงขามีสีดำสลับขาวแขนยาว จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาที่ข้างขวากลมโตสีแดงฉานราวกับพระจันทร์วันแดงเดือด ข้างซ้ายสีฟ้าใสราวกับท้องฟ้าที่สุขสว่างสงบและสดใส ผมสีขาวยาวพาดด้านหลัง ผิวสีขาวพราวนวลละเอียด ในมือของเขาถือ ดาบเล่มโต มีคมดาบสีดำรูปลักษณ์คล้ายปีกค้างคาว เลือดที่ออกตามด้ามแสดงถึงการต่อสู้อันยาวนานของการกำดาบไว้แน่น ปีกสีดำข้างขวาและสีขาวด้านซ้ายเปื้อนเลือดเสียจนแทบจะดูไม่ออก เสียงหายใจหอบรุนแรงราวกับความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้รับการเยียวยานานเกินควร
   อีกฝ่ายมีหญิงนวลระหงส์ รูปร่างสูงโปร่งราวกับพญาหงส์ สวมเสื้อสีเชิ้ตสีดำ กับ กางเกงขายาวสีขาว จมูกโด่งเป็นงุ้ม ดวงตาสีแดงฉานทั้งสองข้างราวกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้น ผมสีทองดั่งแสงดวงอาทิตย์ยามกระทบกับทุ่งหญ้ายามเช้า ริมฝีปากแดงดั่งกลีบกุหลาบ ความงดงามทุกส่วนสัดราวเทพธิดาก็ไม่อาจเทียบทัน แววตาที่ราวกับไร้สติชวนให้ล่องลอยยามสบตา ปีกสีดำทั้งสีข้างมีขนาดใหญ่กางผงาดออกอย่างสง่างาม ในมือมิได้มีอาวุธใดทั้งสิ้น ทั้งสองข้างล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกง
   “ผมขอเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
   ชายผู้นั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นคลอ แต่แววตากลับมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า เขายกดาบนั้นขึ้น จากนั้นจึงหลับตาลง ศพทั้งหลายเริ่มลอยกระเด็นกระจายไปคนละทาง ฟ้าสว่างขึ้นราวกับปาฎิหารย์ พลังงานรอบๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงขนาดทำให้พสุธาร้องลั่น แต่อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งมีได้อิดเอื้อนสิ่งใด
   “Over Soul”
   เสียงตะโกนลั่นปัฐพี ตาของชายหนุ่มเบิกกว้างอีกครั้ง มันส่องประกายไฟแห่งความมุ่งมั่น เหล่าเมฆดำจางหายไป แสงสีทองเรืองรองสอดส่องมาจากสรวรรค์ ปีกทั้งสองข้างกางออก เริ่มส่องแสงส่งพลังมายังดาบเล่มนั้น  เขาโยนมันขึ้นไปหายลับไปในอากาศ
“Pure”
   รอบข้างๆเริ่มระเบิดสั่นไหว รัศมีระเบิดเป็นวงกว้างแต่กลับเป็นกลายเป็นการฟื้นฟู เหล่าซากศพเริ่มกลายสภาพมีชีวิตกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง ลำธารสีแดงเป็นอันตรธานหายไป ผืนดินที่เหือดแห้งแสลงกลายเป็นทุ่งดอกไม้ ความอุดมสมบูรณ์แผ่กว้างไปทุกหนแห่ง รากไม้ที่ตายกลายมาเป็นต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน
ความเศร้าและความเจ็บปวดเจือจางหายไป
                เทพธิดาเมื่อครู่หายไป เหลือแต่สาวน้อยผู้หนึ่งตื่นขึ้นด้วยความงุนงง เสื้อกลายเป็นเสื้อนักเรียนสีดำพร้อมไทด์พันคอ กระโปรงสั้นสีดำเป็นจีบ กับรองเท้านักเรียนที่ถูกขัดจนมันวาว ดวงตากลับกลายเป็นสีฟ้าสดใสได้สติ ปีกทั้งสีหุบหายสลายไป ผมสีทองกลับกลายเป็นสีดำขลำ   เธอมองดูรอบๆทุกคนที่ฟื้นคืนขึ้นมา มือที่ขาวเนียนอ่อนนุ่มขยี้ตาเบาๆทั้งสองข้าง สายตาที่กวาดรอบข้างกลับมองไม่เห็นสิ่งที่เธอคาดหวัง ใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆไม่เป็นจังหวะ เธอเริ่มมองหาต่อไป แต่ก็คงยังไม่พบ
   เธอลุกขึ้นเดินไปเรื่อยๆราวกับค้นหาอะไรบางอย่าง ใจของเธอสั่นราวกับโดนกำไว้ด้วยมือของใครบางคนตรงข้ามกับทุกคนที่กำลังดีใจ เธอหยุดลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ลำต้นขนาดใหญ่สีน้ำตาล ใต้ร่มเงา สายตาของเธอก้มลงมองเห็นอะไรบางอย่าง มันช่างดูคุ้นเคย
   สร้อยคอทำด้วยเหล็กดูแข็งแรงเส้นใหญ่ ที่ปลายสร้อยมีจี้เป็นรูปปีกขนนกสีขาวของนางฟ้าที่ข้างซ้าย และสีดำของปีศาจแห่งความมิดที่ข้างขวา เธอหยิบมันขึ้นมาดูและเหตุการ์ณทั้งหลายย้อนรอยให้เธอเห็นภาพหลายๆอย่าง ภาพที่วิ่งผ่านประสาทของเธอทำให้ถึงกับกระอัก
                มือของเธอกำมันไว้แน่น น้ำตาไหลพรากออกมาจากตาทั้งสองข้าง ใจของเธอแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายของเธอทรุดลงจนแทบเหมือนจะหมดแรง เธอแหงนหน้าขึ้นไปมองต้นไม้ต้นนั้น ปีกสีขาวทั้งสีข้างโอบกอดเธอเอาไว้เพราะความเสียใจ
               “อีกแล้ว ชั้นอีกแล้วสินะ ทำไมนะ ทำไม”
                บ่นพึมพำซ้ำไป ระลอกมา ความรู้สึกราวกับดิ่งลงสู่ความมืดมิด เธอหัวเราะสลับกับร้องไห้ มือข้างซ้ายคอยปาดน้ำตาตนที่หลั่งไหลราวกับแม่น้ำจากดวงตาทั้งสองข้าง เธอค่อยนำเจ้าสร้อยคอมาซุกตรงทรวงอกที่ใหญ่จนเกือบไม่สมดุลกับร่างกายของเธอ มือทั้งสองข้างโอบกอดมันเอาไว้แน่น ราวกับกำลังกอดใครซักคน
   “พี่ขอโทษนะ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ”
   เหตุการ์ณทั้งหลายเลือนลาง ท่ามกลางความมืด นักรบผู้หนึ่งตื่นจากความฝันอันแสนเลวร้าย เขาผู้นั้นสวมเสื้อสีขาว กระโปรงยาวแบบนักดาบแดนอาทิตย์อุทัย ดวงตาสีแดงฉานส่องสว่างในความมืด รอบๆข้างเป็นห้องนอนในถูกตกแต่งแบบวัฒนธรรมตะวันออก เขารวบรวมสติมองออกไปนอกหน้าต่าง
   “ฝันร้ายอีกแล้วสินะ”
   เขาดูที่หยิบบางสิ่งออกมาจากกระเป๋า สร้อยคอที่อยู่ในมือของเขา มันเหมือนกันกับในฝันราวกับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เขาพินิจพิจารณาซ้ำไปซ้ำมา ปากที่ขยับพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่า
   “ชั้นจะหาแกให้เจอ เรจิน่า
   มือที่กำสร้อยไว้แน่น กัดฟันเสียงดัง กรุบกรับ ราวกับมีความคั่งแค้นที่เกี่ยวกับสร้อยคอเส้นนี้มาก
   “ชั้นจะฆ่าแกให้ได้”

*** ฟิคชั่นนี้เพิ่งแต่งนะครับ เอามาลงเป็นเพื่อนคุณ SRWKUNG ว่างๆจะเอามาลงเพิ่มครับ ***
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 15, 2008, 03:20:55 PM โดย Farn » บันทึกการเข้า

I always be with you.
Black Overman XAN
Moderator
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1590



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2008, 10:45:29 AM »

อันนี้ท่าทางจะแนวแฟนตาซีสินะ ผมก็ชอบแนวนี้
บันทึกการเข้า

หมดยุคของไอ้เกรียนบาร์โค้ดแล้วเฟ้ย ตอนนี้ได้เวลาของแฟลชไดรฟ์สองซีกแล้ว

Amuro
Talent Pilot
***
กระทู้: 120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2008, 10:47:57 PM »

ไม่มาต่อซักทีอ่ะครับ เหอๆ ชอบแนวนี้เหมือนกัน
บันทึกการเข้า

Ace
Moderator
New Type Pilot
*
กระทู้: 905


ผู้สาบสูญ เฉยเลย~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2008, 03:03:47 PM »

Discovery

Piece 1

Your Name

Beginning Piece

                นกร้องขับขานเสียงหวานจับใจ พระอาทิตย์ขึ้นผงาดฟ้า ส่องแสงเข้ามาในห้องเล็กๆห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ภายในห้องถูกตกแต่งในสไตล์ตะวันออกโบราณ โต๊ะไม้สลักลายสวยงาม เก้าอี้ที่มีขาตั้งเรียวงามเป็นงานฝีมือปราณีต กระเป๋าผ้าใบเล็กๆถูกวางไว้ข้างๆเตียงที่ปิดด้วยม่านสีม่วงเข้มลวดลายดอกไม้ ข้างในมีใครบางคนกำลังนอนกอดหมอนข้างอย่างอิ่มเอมใจแสงอาทิตย์สาดส่องเข้าม่านตารบการนิทราของเธอ

“อื้อๆ อู้ย”

                  เสียงสาวน้อยหวานหยดย้อยดังขับขานก้องเสนาะหู เธอลุกขึ้นทำท่าบิดขี้เกียจเล็กน้อย ผมยาวถึงเอวสีรวงข้าวยามสุขงอมแลดูสะท้อนกับแสงอาทิตย์ ผิวขาวราวกับน้ำนมอุ่นๆ คิ้วสีน้ำตาลดกดำหางยาวเชิดเล็กน้อย จมูกโด่งงามดูสง่า ส่วนสูงที่สมส่วนดูสง่าราวกับราชธิดา รูปร่างอ้อนแอนอรชรกับหน้าอกคู่โตแลดูมีจริตหญิง ดวงตาสีเขียวดูสดใสราวกับใบของต้นกล้าที่ขึ้นอุดมสมบูรณ์ในป่าใหญ่ ชุดแขนยาวสีขาวตัวโตกับกางเกงขายาวตัวใหญ่ ดูน่ารักแบบเด็กๆ เธอขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนสอดส่ายสายตาของเธอไปรอบๆห้องที่มีสัมภาระเพียงกระเป๋าแค่ใบเดียว กับฝูงผืนโตกองอยู่ข้างโต๊ะ เธอเดินช้าๆไปที่โต๊ะไม้ ด้วยท่วงท่าที่ช้า มือขาวๆเล็บสี
ชมพูค่อยๆดึงผ้าห่มออกละมุนละม้อม

“ตื่นยางอ่า”

ข้างในกลับว่างเปล่า เธอทำหน้านิ่วคิ้วตกเล็กน้อย

“อารายหว่า เช้านี้จะไปไหนของเค้าน้อ”

       เธออมนิ้วโป้ง ทำหน้าตาเคร่งเครียดเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินไปที่กระเป๋าสัมภาระที่วางอยู่ตรงมุมห้อง มันเป็นผ้าบางๆไม่มีลวดลายใดๆประดับอยู่บนผืนผ้า เธอค่อยๆค้นไปเรื่อยอย่างใจเย็น ในกระเป๋ามีผ้าเช็ดตัว มีขนมชั้นห่อใส่ถุงอย่างดี เธอหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“ตายละ 1 วันแล้วจะเสียป่าวฟะเนี่ย กินไปมีหวังจู้ดชัวป์เลย”

            เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือซ้ายขว้าผ้าเช็ดตัว และที่หวีผมทำด้วยไม้สัก เธอค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากห้องผ่านประตูไม้เก่าๆบานโต เธอเดินไปเรื่อยตามทางเดินที่เป็นไม้เก่าๆ เสียงดังแสดงถึงความผุพังออกมาประปราย จนมาถึงห้องอาบน้ำที่แลดูโทรม ข้างบนมีป้ายทำด้วยเหล็กที่ปัจจุบันขึ้นสนิมแทบจะทั้งแผ่น

“ห้องอาบน้ำรวม”

            เธอเปิดประตูเข้าไปเบาๆ พบว่าประตูบานทางด้านซ้ายผุผังขาดการซ่อมบำรุงมาเนิ่นนาน เสียงถอนหายใจฟอดใหญ่ดังขึ้น พื้นห้องน้ำที่แทบจะเต็มไปด้วยขี้ตะไคร้ ทำให้รู้สึกขยะแขยง  นุ่งผ้าเช็ดตัวเพื่อเตรียมชำระล้างร่างกาย

“เฮ้อ เมื่อไหร่จะกลับซะที”

            ณ อีกทางด้านหนึ่ง  ที่ไม่ไกลจากกันมากนัก ที่ๆผู้คนเดินกันขวักไขว่ ทุกคนมาจากต่างที่อาจจะมีจุดประสงค์ต่างกัน บ้างมาพบปะกันยามเช้าเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ซื้อขายของ หรือเพื่อเจริญปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ข้อมูลมีทั้งบวกและลบ ตั้งแต่พูดคุยมีสาระจนถึงซุบซิบนินทา บ้างก็ซื้อหาข้าวของเพื่อครรลองการดำรงชีวิตของคนชนบท ร้านค้าก็มากมาย เรียงรายทั่วถนนปนกันไป ทั้งร้านของขายอาหารคาวหวาน กลิ่นหอมชวนทาน ตลบอบอวลชวนไปลิ้มลอง จึงทำให้วุ่นวายเซ็งแซ้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว นี่แหละถึงเรียกว่าตลาด ท่ามกลางคนหมู่มากมีนักรบผู้สวมชุดผ้าแบบนักรบตะวันออก เสื้อผ้าอาภรณ์ดูเก่าคร่ำครึ ชุดสีขาวกับกางเกงกางเกงขาบานแบบโรนินที่ดูผ่านศึกมามาก รูปร่างสูงสง่า โผกผ้าปิดพักต์ เหลือบเห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้างสีแดงเปร่งประกาย ผมด้านหลังสีม่วงยาวเงางาม ข้างกายมีดาบไม้คู่ใจเล่มเล็ก ท่วงทำนองการเดินอย่างช้าๆดูราวกับว่าเป็นการเดินแบบมีสมาธิ เขาค่อยๆเดินผ่านร้านค้ามากมาย ทั้งร้านขายขนม อมหวาน จนถึงของคาว บ้างร้านก็มีเสื้อผ้าอาภรณ์แม่ค้าเถ้าผู้ขายเสื้อผ้าจักเพ่งเห็นเครื่องแต่งกายอันโทรมเก่า ใยเล่าจะทักไปให้ซื้อของ

“ท่านนักรบ”

นักรบผู้ไร้นามหยุดเท้า พลางกลับไปมองสายตาขวาง ยายแก่เห็นท่าทาง รู้สึกว่าช่างน่ากลัวน่าเกรงขามเสียจริง แต่ถ้าอยากขายไปต้องใจกล้า ไหนพาทักอย่าให้เสียเที่ยว

“อาภรณ์ของท่านดูก่อนเก่า ไม่ต้องการเลยรึไง”

นักรบผู้นั้นหันหน้ากลับไปทิศทางเดิม ค่อยๆก้าวเท้าออกเดินอย่างไม่สนใจ ไม่ว่าผู้ใดจะทัก ก็ไม่จักสน เขาเดินไปเรื่อยๆราวไร้จุดหมาย

“นกอาคีย์ต้มตัวโตๆ หัวหมูป่านึ่งก็มีนะจ้ะ สนใจก็เข้ามาซื้อได้เช้า เราทำใหม่สดทุกวันจ้า”

                แปลกจริงยิ่งสงสัย ทำไมนักรบผู้นี้จึงเดินเข้าไปหา เขามองดูอาหารน่าทานนา ทั้งหัวปลา หัวหมุ นกต้ม จึงชี้ลงที่นกอาคีย์ตัวโตเอย พ่อค้าผู้ดีใจที่ขายของ จักมองดูสิ่งที่นักสู้ชี้ เป็นนกต้มตัวโตดี เขาจึงรีบนำสับใส่กล่องไม้เอย

“ทั้งหมดเท่าไหร่”

เสียงดังกังวาลไม่รู้เพศ ห้าวหาญดุจพญาสิงฆ์ก็มิป่าน แววตาจ้องมองพ่อค้านก ทำชวนจิตตกเพราะท้วงท่าที่กดดัน

“30 เปงครับท่าน”

          นักรบค่อยๆคว้า เงินออกจากกระเป๋า โยนเหรียญทองลงไป 1 เหรียญ พ่อค้าเห็นเป็นตาโต เขารีบก้มลงมองหาเหรียญมาถอน กังวลใจเงินใหญ่จริงๆนา ทั้งกระเป๋าไม่มีเงินพอจะทอนไม่ จึงกล่าวไปด้วยความนอบน้อมว่า

“ท่านเงินมากมายขนาดนี้ ข้าไม่มีทอนหรอกครับ ราคา 30 ของแค่เปง …แต่ท่านให้มามัน 1000 เปงเลย ข้าเลยรบกวนท่าน”

“..งั้น ไม่ต้องทอน”

           พ่อค้าถึงกับตาโต รีบเก็บเข้ากระเป๋า ลาภลอยเข้าปากสุขหนักหนา เขาโค้งขอบคุณเป็นมริยา นักรบเก็บกล่องหิ้วไว้ข้างแขน พลางยืนมือข้างขวามาแตะไหล่ สายตามุ่งมั่นฉันใด จึงเอ่ยถามไปไม่รอช้า

“เจ้ารู้ทางไปหมู่บ้านกว๋อเจิ้งรึเปล่า”

“เอ่อ…. ท่านเดินออกทางหมู่บ้านไปทางทิศเหนือผ่านป่าสาบสูญไป 100 แลนต์ก็จะเจอครับ”

          นักรบลึกลับรีบเดินจากไป ช่างสร้างขุ่นใจในท่าที พ่อค้าหนุ่มครุ่นคิด ค่อยสงสัย จะไปทำไมหมู่บ้านเน่าเหม็นโสโครก ตัวพยัญตรายจรรลัยนั้นมากมี เจ้าเมืองนั้นเลวสันดานดิบ ใครๆต่างก็หนีมา ในใจว่าท่านจะไปทำไม

“เอ่อ ท่านนักรบ ท่านมีธุระ อะไรกับหมู่บ้านกว๋อเจิ้งครับ”

           เขาไม่เอ่ยสิ่งใด รีบเดินหายไปจากกลุ่มฝูงชน ท่วงท่าจักเปลี่ยนเป็นรีบ มาถึงอาคารห้องพักใหญ่ พนักงานมากมาย สวมเสื้อแดงออกมาต้อนรับโดยไวตรงเคาท์เตอร์มีชายแก่นั่งหลับฝ้าอยู่

“ยินดีต้อนรับกลับครับ เอ่อ…”

           นักรบมิได้แยแส เดินผ่านแค่แลหางตา ผ่านทางเก่า ห้องเน่าๆมากมาย เรียงเยอะนัก เดินขึ้นบันไดที่แสนจะทรุดโทรม จนมาถึงห้อง 212 เขาค่อยๆเปิดประตูเบา เห็นสาวน้อยคนเก่าแต่งตัวน่ารัก เสื้อสีเช้ตชมพู กระโปรงขาว รองเท้าผ้าใบสีแดง ธรรมดา เธอมองหน้านักรบผู้นั้น พลางทำปากมิพอใจหนักหนา

“ไปไหนแต่เช้า ไม่รอหนูกันบ้างเลย”

นักรบเห็นการแต่งตัวแล้วหนักจิตแอบครุ่นคิดหนักใจมิได้  เขาเดินไปวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ แล้วค่อยเก็บสัมภาระที่กระเป๋าใบน้อย

“นี่ ท่านพี่ข้าถามไม่ตอบเลยนะ”

“ตอนเช้าข้าลงไปหาอาหารให้เจ้า อยู่ในกล่องไม้นั้น พร้อมทั้งข้าถามทางมาแล้ว”

              สาวน้อยรีบเปิดกล่องไม้ขึ้นมาดูด้วยความหิว เห็นนกสับอยู่เป็นชิ้น กลิ่นเย้ายวนชวนทาน ของโปรดปรานของเธอเอง เธอค่อยหยิบกินอย่างรวดเร็ว ปานพยุหกำลังพัดผ่าน นักรบเห็นจึงส่ายหน้าเซ็ง

ไม่ปาน มารยาทหนา หายไปไหน

“เราจะไปกันวันนี้ เดินทางขึ้นเหนือ 100 แลนต์ ก็ไปถึงราวๆตอนเที่ยง”

“หา…. 100 แลนต์ เดินกันขาลากขาโตหมดหรอก”

นักรบมองหน้าตาขมึง ทำให้รำพึงความกลัว เซ็งหนักหนา อะไรว้า ทำผิดนิดเดียวก็มองหน้า แค่นี้เองเรื่องเล็กน้อยค่อยพูดกัน

“อือๆ ข้าทานเสร็จแล้ว”

“งั้นเราออกเดินทางกัน”

             ทั้งคู่ช่วยกันเก็บของจากนั้นจึงเริ่มออกเดินทางกัน พวกเขาทั้งสองเดินลงมาข้างล่าง ตรงไปที่เคาท์เตอร์เก่าๆตรงห้องโถงโรงแรม เห็นชายแก่นอนหลับทับบนเก้าอี้ ไม่มีวี่แววของพนักงานต้อนรับแม้แต่คนเดียว

“ท่านพี่เอาไงดี เค้าหลับน่ะ แล้วข้าก็…ไม่กล้าปลุกด้วย”

“พวกเราก็มีเวลาไม่มาก เหม่ย หลิน เจ้าช่วยเอาเงินในกระเป๋าของข้าด้านหลังใส่ในกระเป๋าของให้หน่อย”

            เหม่ย หลิน ค่อยๆลูดซิบกระเป๋าออกนำทองแผ่นเช่นเดียวกันกับทองที่นักรบไร้นามใช้ในการซื้อนกเมื่อครู่ ใส่ลงในกระเป๋าซื้อด้านซ้ายของชายแก่ จากนั้นทั้งคู่จึงรุดหน้าออกนอกเมืองไปทางเหนือบนสุดของหมู่บ้าน ผ่านประตูทางออก ซึ่งข้างหน้าเป็นดูมีแต่ความแห้งแล้ง ดินลูกรัง หญ้าแห้งที่ตายจากแดดแรงแผดเผา เหม่ย หลินทำหน้าห่อเหี่ยวใจ พลางเหลือบสายไปที่ด้านซ้ายมีพ่อค้าขายลากู๊ต สัตว์พาหนะที่ลักษณธคล้ายช้างแต่ขนาดเล็กเท่าม้า อดทนและเดินทางไกล

“พวกท่านสนใจ ลากู๊ตซักตัวรึเปล่าครับ”

ทั้งสองมองหน้ากัน เหม่ย หลินยิ้มเป็นนัย พลางหัวเราะเบาๆ เธอค่อยปัดฝุ่นดินลูกรังที่มาติดกลีบกระโปรง คราวนี้เหมือนทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของความคิด

“ข้าว่า ทางที่เราจะไปคงลำบากอย่างน้อยก็น่าจะมีพาหนะร่วมทางไปด้วยนะ ท่านพี่”

“อืม ก็ว่างั้นแหละ เหม่ยหลิน....”

             แต่สิ่งที่เหม่ย หลิน สะดุดตากลับเป็น นักขนส่งที่จิตใจห่อเหี่ยว นั่งอยู่คนเดียวรออะไรซักอย่าง เธอกลับมุ่งจุดสนใจไปทางนั้น กว่าเจ้าพ่อค้าหน้าหินใจทมิฬ

“งั้นข้าจัดการเอง ท่านพี่”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 16, 2008, 08:53:35 PM โดย For~You » บันทึกการเข้า

I always be with you.
Red Army
Talent Pilot
***
กระทู้: 104


David Beckham


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2008, 10:43:49 PM »

ชอบคนบุคลิกแบบพี่ของ เหม่ย หลิน ฮับมันดูเท่ดีอ่ะ ออกแนวอัศวินสายมืดเลยนะ
บันทึกการเข้า

Wings
Moderator
Ace Pilot
*
กระทู้: 306


Personality


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2008, 12:23:53 AM »

อ้า เหม่ย หลิน 
บันทึกการเข้า
Amuro
Talent Pilot
***
กระทู้: 120


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2008, 08:30:56 AM »

ลากู๊ต นี่เป็นตัวอะไรอ่ะครับ แหมนักรบช่างเถรตรงจริงนะเป็นเราเชิดตังหนีเลย 5 5 5 
บันทึกการเข้า

Ace
Moderator
New Type Pilot
*
กระทู้: 905


ผู้สาบสูญ เฉยเลย~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2008, 09:33:15 AM »

ลากู๊ต นี่เป็นตัวอะไรอ่ะครับ แหมนักรบช่างเถรตรงจริงนะเป็นเราเชิดตังหนีเลย 5 5 5 

ตอนต่อไปจะมีคำตอบให้ครับ เดี๋ยวจะปั่นให้อ่านนะ

ขอบคุณทุกๆท่านที่ตามอ่านนะครับ มีกำลังใจจัง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 17, 2008, 09:45:32 AM โดย Farn » บันทึกการเข้า

I always be with you.
เซนต์ คามิว
Talent Pilot
***
กระทู้: 183



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2008, 06:37:27 PM »

มารออ่านด้วยคนครับ หนุกดี
บันทึกการเข้า

ความใจเย็นเป็นสมบัติของผู้ดี
การเดินบนเส้นชีวิตจงใช้ปัญญามากกว่ากำลัง
Red Army
Talent Pilot
***
กระทู้: 104


David Beckham


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 26, 2008, 08:29:14 AM »

หง่ะหายไปยาวเลยนะฮับ รออยู่นะ หุๆ
บันทึกการเข้า

เซนต์ คามิว
Talent Pilot
***
กระทู้: 183



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2008, 01:20:05 PM »

หายไปเลยเหมือนกันครับ รออยู่นะครับ 
บันทึกการเข้า

ความใจเย็นเป็นสมบัติของผู้ดี
การเดินบนเส้นชีวิตจงใช้ปัญญามากกว่ากำลัง
ก็ตูมันชอบอ่ะ
Pilot
**
กระทู้: 62



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2008, 04:16:41 PM »

คุ้นๆเนื้อเรื่องกับภาษาเพราะชื่อตัวละครน่ะฮะ ใช่ คนเดียวกับที่เขียนเรื่อง สงครามดอกอะไรนี่แหละ (คุ้นๆ) ผมนึกไม่ออก

ที่ตัวเองชื่อ อลาน่อน กับ ชีเชียว แล้วก็ โคว์ ฟุคิ รึเปล่าฮะ เคยอ่านในไดที่ใดนี่แหละ นานแล้ว

ถ้าไม่ใช่ขออภัยฮะ จะมาตามอ่าน
บันทึกการเข้า
เซนต์ คามิว
Talent Pilot
***
กระทู้: 183



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2008, 01:11:32 AM »

มีเรื่องอื่นด้วยเหรอครับ

รออยู่นะครับ
บันทึกการเข้า

ความใจเย็นเป็นสมบัติของผู้ดี
การเดินบนเส้นชีวิตจงใช้ปัญญามากกว่ากำลัง
Red Army
Talent Pilot
***
กระทู้: 104


David Beckham


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2008, 02:46:48 AM »

... ท่าน Farn ไปไหนซะแล้วฮับรออยู่น้า
บันทึกการเข้า

Ace
Moderator
New Type Pilot
*
กระทู้: 905


ผู้สาบสูญ เฉยเลย~


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2008, 05:28:55 PM »

   
Discovery 2

   
Good Buyer
    Reason Piece
    ณ ทางออกประตูเหนือ ทั้งสองยืนมองหนทางที่ยังคงอีกยาวไกล เหม่ย หลินแหงนมองด้านหลังประตูเมืองที่เก่าคร่ำครึ ข้างๆมีเสาเหล็กสูงประมาณเด็กหนึ่งคน สภาพสนิมจับแทบโค่นล้ม ยอดเสามีป้ายเหล็กแผ่นโตมีเขียนไว้ว่า
     “แยกสามเศร้าข้างหน้า มีแนวทางดังนี้ ด้านซ้ายตรงไปยังหยางหมิง ด้านขวาตรงไปยังหนาอิน ทางตรงไปยังกว๋อเจิ้ง”
    เส้นทางแสนจะเปล่าเปลี่ยวังเวงไร้ซึ่งผู้คน รอบข้างไม่มีใครนอกจากชายวัยรุ่นกลางๆกับบ้านเก่าๆหลังหนึ่งอยู่ข้างต้นไม้ต้นใหญ่ด้านซ้ายถัดออกไปไม่ไกลมากนัก ที่หน้าบ้านเขานั่งอยู่บนก้อนหินก้อนโต แว่นตาหนาหนักแสดงถึงสายตาพร่ามัว ในมือถือดินสอนั่งเขียนหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง  ที่โคนต้นไม้มีรถรับส่งเก่าๆคันหนึ่งที่ไว้ใช้รับจ้างส่งคนข้ามเมืองพร้อมกับตัวช่วยพาหนะขับเคลื่อนหนึ่งคู่กำลังนอนหลับฝันกลางวัน
     “ถ้าเราจะไปให้ทันต้องก่อนพลบค่ำของวันนี้.. และถ้าไร้ซึ่งพาหนะแล้ว ก็คงจะไม่ทันเป็นแน่แท้”
    เหม่ย หลิน พูดกับคู่หูนักเดินทางของเธอ นักรบผู้นั้นก้มลงไม่ได้เอ่ยเอื้อนประการใดออกมา ราวกับหยุดคิดตริตรองเล็กน้อย เพียงครู่ เขาแหงนศีรษะมองไปยังบ้านหลังนั้น
    “ข้าว่านั่นคงจะเป็นคนส่งคนข้ามเมืองหรือไม่ก็ขายเจ้าลากู๊ดสองตัวนั้น เหม่ย หลิน”
   “เอ่อ..อื้อ”
   ราวๆกับเธอรู้หน้าที่ถูกมอบหมาย เหม่ย หลินเดินเข้าไปหาเขาช้าๆ สายตาและสมาธิของชายหนุ่มกลับมองแต่เพียงสมุดที่อยู่ในมือของเขาเท่านั้น บ่นพึมพำราวกับอยู่กันคนละโลกกับเธอ จนกระทั่งถึงหน้าและเดินเลยไปหาเจ้าลากู๊ดสองตัวที่กำลังนอนหลับ เจ้าช้างขนาดเล็กที่มีขนาดเพียงแค่เท่าม้า ไร้ซึ่งงาเอาไว้ต่อสู้ เธอนั่งลงตรงหน้าเจ้าช้างน้อยสองตัวพลางเอามือลูบหัวของมันเบาๆ กลับไปกลับมา จนเจ้าลากู๊ดตัวน้อยตื่นขึ้น มันเอางวงพันที่มือของเหม่ย หลินเพื่อตอบสนองการทักทายที่อ่อนโยนของเธอ ผิวของมันสากหนาทำเอามือของเหม่ย หลินคันๆจนถึงกับต้องหัวเราะขึ้นมา
   "ไม่เอาน่า จั๊กจี๋นะ”
   เสียงสวรรค์ก้องกังวาลของเหม่ย หลิน กระจายสู่โสดประสาทของเขา ชายแก่หันมามองเธอด้วยความตกใจ ความงดงามเธอตั้งเขาต้องผงะราวกับต้องมนต์สะกด เพราะไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามถึงเพียงนี้ รูปลักษณ์หน้าตาราวกับนางฟ้า ผิวพรรณขาวผ่องงามอย่างกับน้ำนม ดูมีสง่าราศี การแต่งตัวที่ดูสูงศักดิ์ บ่งบอกถึงฐานะที่จะต้องเป็นลูกเจ้าเมืองใหญ่ผู้มั่งคั่งเป็นอย่างต่ำ เขาวางสมุดลงเอาดินสอสอดใส่ไว้หน้าที่กำลังเขียนเพื่อให้ไม่ลืม
    “เอ่อ นี่เจ้าลากู๊ดสองตัวนี้  ชื่ออะไรคะ”
    “เหว..เหวอน..เหวิ๋นต้า กับ  หมะ..หม่าเอี่ยนครับ”
    เสียงตอบที่แบบตะกุกตะกักเพราะยังไม่สามารถตั้งสมาธิ กับ คำพูดของตนได้ สายตาของเขายังคงจ้องอยู่ที่เธออย่างไม่ลดละ มองดูเธอที่กำลังเล่นกับเจ้าสัตว์น้อยอย่างเคลิบเคลิ้ม เหม่ย หลิน มัวแต่เล่นเจ้าสัตว์น้อยสองตัวหยอกล้อกับเธอแทบจะลืมจุดประสงค์
    “เอ่อ ท่านมีอาชีพรับจ้างส่งคนข้ามเมืองหรือปล่าวคะ”
   “ชะ…ใช่คระ..ครับ..?”
    เธออมยิ้มเล็กๆ ตอบเขาด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มนวลราวกับเสียงสวรรค์ เขายิ่งสั่นหนักยิ่งกว่าเก่าราวกับเป็นโรคชักกระตุก เสียงกลืนน้ำลายหลายครั้งติดต่อกัน เพราะความเขินอายจนเขาต้องลุกขึ้นหนี เขาเดินไปที่หน้าบ้านพลางเอามือจ้วงน้ำออกจากถังด้วยเพื่อล้างหน้าของตน ราวกับพยามเรียกสมาธิกลับมา เขานำผ้าผืนเก่าๆเช็ดหน้าแล้วค่อยเดินกลับมา เหม่ย หลินลุกขึ้นช้าๆ พลางปัดฝุ่นที่ชายจีบกระโปรง เขาพยามก้มลงเพื่อไม่สบตาเธอแล้วเอ่ยคำถามอีกครั้ง
    “มีอะไรรบกวนให้ข้ารับใช้เหรอครับ คุณหนู”
   “เอ่อ ท่านสามารถพาข้าไปส่งได้รึเปล่าคะ”
   ความดีใจหลั่งไหล่เข้ามาดั่งวารีไหลลงมหาสมุทธิหลังจากที่ไม่มีใครมาจ้างเขานำทางรับส่งนานแสนนาน ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุด จนอดกลั้นที่จะเอ่ยออกมามิได้
   “ข้าน่ะ รอวันนี้มานานมากแล้วน่ะครับ ที่จะมีคนมาใช้บริการข้าเสียที”
   เขารีบเดินตรงกลับเข้าบ้านไปเตรียมสัมภาระทั้งๆที่ยังมิได้ฟังความต้องการของเธอเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งน้ำ เสบียงเล็กน้อยที่พอมีเหลือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ภายในบ้าน เขากวาดมันลงใส่กระเป๋าผ้าเก่าๆที่ปะแล้วปะอีก สะพายขึ้นหลัง เขาหันไปมองเด็กผู้หนึ่งซึ่งกำลังเรียกเขาด้วยเสียงระทวยอ่อน เธอนอนอยู่ตรงเตียงไม้ข้างหน้าต่าง แต่งตัวยากจนยาจกยิ่งนัก เขาเดินเข้าไปหาเด็กผู้นั้นแล้วจับมือของเธอกำไว้แน่น
    “ท่านพี่..”
    “เราจะต้องมีกิน ไป่ หยู๋ วันนี้แหละ”
   เหม่ย หลิน เกาหัวเล็กๆ พลางหยิบสมุดพร้อมดินสอของชายผู้นั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความที่บรรยายหลากหลายผ่านภาษาสนทนาดอกไม้ รวมถึงความอับเฉาของชีวิต ของเขาและเพื่อนร่วมชีวิตอีกหนึ่งคน คือ เด็กน้อย นามว่าไป่ หยู๋ บทกลอนพรรณนาไว้หนึ่งตอนเล็กๆว่า
    “ชีวิตข้านั่นถึงแม้อับเฉากาย  แต่มิวายเสียใจที่มีเจ้าไป่หยู๋”
   “แม้ชีวิตของเจ้านั้นมืดมน แต่จะพ้นผ่านไปด้วยนี่”
    เขาเดินออกมาช้าๆ วางถุงสัมภาระไว้ตรงโต๊ะ รู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ เหม่ย หลินนำสมุดเล่มนั้นไปอ่าน เธอยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ความเขินอายของเขา ที่เป็นความลับของเขา ซึ่งเกิดมายังไม่เคยให้ผู้ใดอ่านแม้แต่คนเดียว
    “ท่านชอบแต่งบทกลอนเหรอคะ”
   “ครับ ว่าแต่ท่านจะให้ข้าไปส่ง ณ ที่จุดหมายใด”
    เธอวางหนังสือลง ช้าๆแล้วเดินไปที่ลากู๊ดสองตัว มือของเธอสัมผัสเบาๆบริเวณงวงของพวกมันสองตัว ทำเอาเขางงเล็ก เธอยิ้มที่น้อยๆ หันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาที่แสนจะอ่อนโยน
    “กว๋อเจิ้ง มิทราบว่าท่านพอจะไปส่งข้าได้หรือไม่”
    ขาของชายผู้นั้นทรุดลงราวกับมีดที่เสียดทานเขามาตรงห้องหัวใจ ชื่อนี้มีความหลังอันแสนขมขื่นกับเขาอยู่อย่างมหาศาล ความผิดหวังแทรกแซงเข้ามาสั่งการกับสมอง
    “ข้าคงไปให้ท่านมิได้หรอกครับ ข้า…”
    เสียงแห่งความกลัวเปร่งออกมาจากปากของเขา คำตอบนั้นแท้จริงแล้ว เหม่ย หลินย่อมรู้อยู่แก่ใจของชายผู้นั้น แต่เธอก็ยังคงยิ้มอยุ่เช่นเดิม พลางหันหลังกลับไปมองคู่หูของเธอ นักรบผู้นั้นเดินเข้ามาหาเขา พลางโยนถุงเงินลงตรงหน้า เสียงดังของเหรียญทองมากมายมหาศาลกระทบกันแสดงถึงจำนวนเงินที่แสนจะมั่งคั่ง
    “หมดนี่ ข้าให้เจ้า พอที่จะเปลี่ยนคำตอบของเจ้าหรือไม่”
ชายผู้นั้นตกใจในจำนวนเงินมหาศาลที่แม้แต่ขุนนางหัวเมืองยังไม่มีที่จะใช้เลยด้วยซ้ำไป เขาเปิดดูพิจารณา ถึงแม้มันจะหอมหวานยั่วยวนแค่ไหน แต่พอนึกถึงความเป็นจริงแล้วก็ไม่คุ้มเสี่ยงที่จะเปลี่ยนคำตอบของเขา
    “ถึงแม้เงินจะมากมายถึงเพียงนี้ แต่ข้าก็ไม่อาจที่จะพาท่านทั้งสองไปส่งได้”
   “ทำไมหล่ะคะ ?”
    เหม่ย หลินเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเงินมากมายขนาดนี้ ยังไม่เปลี่ยนใจของเขาได้ แสดงถึงจุดยืนในเหตุผล เใจของเขาแข็งเฉกเช่นขุนเขาที่สูงตระหง่านแม้สายน้ำจากฝนฟ้าจะรุนแรงเพียงใดก็มิอาจกัดเซาะให้ทรุดทรามลงได้ ราวกับเหตุผลนั้นเป็นฐานตัวค้ำจุนอยู่
    “ทางไปกว๋อเจิ้งอันตรายยิ่งนัก ถ้าเกิดข้าไปแล้ว ข้าเกิดตายขึ้นมา น้องสาวของข้าที่นอนป่วยจะไม่มีใครดูแล ฉะนั้นข้าคง…ไปส่งท่านทั้งสองไม่ได้แล้วหล่ะ”
จากบทกลอนสนทนาบรรยายถึงชีวิตของเขา ก็พอจะทำให้เหม่ย หลินเข้าใจชีวิตและคุณงามความดีของเขาได้มากขึ้น เธอค่อยคิดไปทีละเล็กน้อย ตอนนี้เธอต้องการทราบโรคที่น้องสาวของเขาเป็นด้วย
    “ขอโทษนะคะ น้องของท่าน ป่วยเป็นโรคอันใดเหรอคะ”
    ความขมขื่นของเขา เริ่มยอกย้อนทำร้ายเขาอีกครั้ง ถึงแม้จะเป็นความจริงที่เป็นอยู่มองเห็นได้ แต่เขาก็ไม่อยากจะเอ่ยถึงด้วยซ้ำเสีย
    “น้องสาวของข้าตาบอดครับ”
เธอขมวดคิ้วด้วยความตกใจ เพราะไป หยู๋ ตาบอดเขาจึงไม่กล้าที่จะออกนอกไปยังกว๋อเจิ้งนั่นเอง เพราะถ้าขาดเขาก็เท่ากับต้นไม้ใหญ่ที่ขาดน้ำหล่อเลี้ยง เขาค่อยๆลุกขึ้นพยามรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดที่อยากจะเล่า เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับกว๋อเจิ้ง หมู่บ้านต่ำทรามนี้ด้วย เขาค่อยๆเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสลดใจ
     “สมัยข้า ยังเด็ก .. เมื่อสิบปีที่แล้ว มีปู่เป็นผู้เลี้ยงดู พวกเราเป็นนักรับส่งหมายเมืองให้กับนายทุกๆคนที่มาจ้างและรับส่งคนเช่นเดียวกัน โดยได้รับมอบหมายจาก หยางหมิง เสียส่วนใหญ่ และอยู่มาวันหนึ่งหลังจากที่เจ้าเมืองกว๋อเจิ้งถูกเปลี่ยนเป็นคนเถลิงอำนาเป็นคนที่มีนามว่า หู หนาน  ปู่ของข้าไปได้รับมอบหมายจาก เจ้าเมืองหยางหมิง นายเก่า ให้ส่งหมายที่กว๋อเจิ้งตามคำสั่ง เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ปู่ของข้าก็ทำตามคำสั่งนายเก่าด้วยความสื่อสัตย์ โดยนำไป่ หยู๋ น้องสาวข้า ไปเป็นเพื่อนร่วมทาง ส่วนข้า ไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องเฝ้าบ้านเก่าๆหลังนี้ แต่ระหว่างที่ส่งศาสตร์เสร็จ”
    เขาหยุดเล่าเสียพักหนึ่ง เหม่ย หลิน และนักสู้เงียบฟังเขาอย่างตั้งใจ แววตาของเหม่ยหลินมองเห็นความข่มขื่นที่ชายผู้นี้ได้รับ น้ำตาของเขาเริ่มไหลลิน ออกจากเบ้าตา พร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น
     “หู หนาน สั่งประหารโดยมิได้ให้เหตุผล และ ได้สาบน้องสาวข้าให้ตาบอด และป่วยหนัก จากนั้นจึงตัดหูของปู่ข้าทั้งสองข้างวางไว้พร้อมทั้งมือข้างขวากำสาส์นไว้ มาพร้อมกับน้องสาวของข้า เนื้อความของศาส์นคือไม่ต้องการให้หมู่บ้านอื่นใด เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกว๋อเจิ้งอีก และผู้ที่เดินทางไปกว๋อเจิ้งมักจะไม่เคยได้กลับมาอีกเลย”
    “แล้วน้องสาวของเจ้าหล่ะ ไม่มีใครรับผิดชอบเลยเหรอ เจ้าเมืองหยางหมิงหล่ะว่าไง”
    นักรบผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาด้วยความสงสัย ว่าความรับผิดชอบของเจ้าเมืองหยางหมิงนั่นอยู่ที่ใด ชายผู้นั้นกำมือแน่น กล่าวต่อไปด้วยความสร้อยสลด
     “เจ้าเมืองหยางหมิง รับผิดชอบเราเป็นอย่างดี ท่านดูแลพวกเรา และตามหมอหลวงมารักษา แต่ก็มิสามารถที่จะรักษาน้องของข้า เจ้าเมืองหยางหมิง จึงมอบเงินส่วนหนึ่งให้ข้ามาตั้งตัวที่เมืองชีเสีย แห่งนี้ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ กับน้องของข้า ข้าได้ออกตามหาผู้ที่รักษา ไป่ หยู๋ ทั่วแผ่นดิน แต่ก็มิมีผู้ใดสามารถรักษาได้ ซึ่งข้าก็ตัดสินใจมาตั้งถิ่นฐานที่ชีเสีย รับเป็นคนส่งเมืองเฉกเช่นปู่ของข้า และข้าก็ไม่คิดจะกลับไปที่นั่นอีกเลย..”
จากคำบอกกล่าวทั้งหมดของ ไป่ หลง พอทำให้ทั้งสองเข้าใจเหตุผลทั้งหมดได้เป็นอย่างดี เหม่ย หลินรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอย่างจับจิต ในชั่วนึกคิดเธอสามารถนึกวิธีแก้ปัญหาออกอย่างทันควัน  เธอลุกขึ้นช้าๆจากเจ้าลากู๊ดสองตัว จากนั้นจึงปัดฝุ่น ที่ชายกระโปรงเล็กน้อย ถอนหายใจเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยขึ้น
     “งั้น… ข้าจะรักษาน้องสาวของท่านละกัน”
    ไป่ หลง หยุดหลั่งน้ำตา ตกใจในคำพูดของสาวน้อยผู้นี้  เขาเช็ดน้ำตาออก เหมือนกับไม่เชื่อในคำพูดเขาเธอ แม้แต่หมอหลวงที่รักษาเจ้าเมืองก็ไม่สามารถรักษาได้ แล้วเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวนั้นสามารถทำได้จริงหรือ
     “ท่าน ทำได้เหรอครับ จะ..จริงเหรอครับ”
     เหม่ย หลินหัวเราะเบาๆ นักรบก็เช่นกันเขาหัวเราะเบาๆ แล้วนั่งโขดหินใกล้ๆบ้านเพื่อรอน้องสาวของเขา ส่วนเหม่ย หลิน เอาขมวดเส้นผมยาวๆสีน้ำตาลของเธอเล็กน้อย มือทั้งยกขึ้นประกบกันทำท่ายืดตัว 
    “แค่นี้สบายมากเลยจะทำสุดความสามารถ แต่ก่อนอื่นพาข้าไปพบกับน้องท่านก่อนละกัน”
ชายผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิ่งใดจะต้องเสียไปอีกแล้ว เขานำทางพาเหม่ย หลินเข้าไปในบ้าน เขาไปยืนที่ข้างเตียง พลางจับมือไป่ หยู๋
     “ท่านพี่คะ”
     “ไป หยู๋ ข้าพาคนมารักษาเจ้าแล้ว”
     เหม่ย หลินมองเห็นความน่าสงสารของเด็กคนนี้ยิ่งนัก ความเวทนาคงไม่เพียงพอกับเด็กผู้หญิงผู้นี้ซึ่งรอคอยความหวังอยู่ เธอเดินไปยืนข้างๆเตียงเช่นกัน
    “ไป หยู๋ นี่ท่านนักเวทมนต์ ที่จะมารักษาเรานะ ท่านชื่อ..”
    เธอก้มลงยื่นมือออกมา มือของเหม่ย หลินสัมผัสร่างกายของเด็กน้อยที่ร่างกายทรุดโทรม ความต่างซึ่งชนชั้นที่สามารถสังเกตได้เด่นชัด แต่หามีซึ่งความรังเกียจไม่ เธอลูบผมของเด็กน้อย จากนั้นจึงแย้มเล็กน้อย ไป่ หลง และ ไป่ หยู๋ สามารถสัมผัสได้ซึ่งความอ่อนโยนที่แผ่ออกมาอย่างมหาศาลจนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
     “ท่านชื่ออะไรครับ ข้ายังมิได้รู้ชื่อท่านเลย”
     “เหม่ย หลิน ค่ะ”
     เหม่ย หลิน  ยืนขึ้น เธอสูดหายใจเข้าปอดรุนแรง เธอมองหน้าไป่ หลง ด้วยสีหน้าที่แฝงได้ด้วยความสุข สร้างความหวังครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นในใจของ ไป่ หลง
     “ท่าน ไป่ หลง เดินออกไปหน่อยค่ะ ข้าจะใช้เวทมนต์ไม่ถนัด”
     “ครับ”
     เขาเขยิบออกไป เหม่ย หลินรวมรวบจิตตั้งมั่นมือทั้งสองข้างแบออกข้างหน้า ตาปิดสนิท เกิดเป็นคลื่นพลังออร์ร่ารอบๆตัวสีขาว มือข้างซ้ายสัมผัสลงของเหม่ย หลิน สัมผัสลงที่ตาของไป่ หยู๋
     “ขอแด่ คุณงามความดี จงช่วยแสดงตัวตนแลลง ของความเลวที่แฝงอยู่กับเด็กคนนี้ด้วย”
     เสียงที่ก้องกังวาล ความสง่าดูน่าคำเคารพ ราวกับนางฟ้ามาโปรด คลื่นสีดำบนตัวของ ไป หยู๋ ปรากฎขึ้น มือข้างขวาของเธอชูขึ้นบนเพดาน เหม่ย หลินลืมตาขึ้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน มือข้างขวาเปลี่ยนเป็นออร่าสีแดง พลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ใจของไป่ หลงสั่นสะท้าน
     “โอเวอร์ โซล ทรีดต์”
     “ขอใช้หัตถ์ขวาแห่งพระบิดาผู้เป็นเจ้า ชำระล้างความจัญไรออกด้วยเทิน”
     มือข้างขวาจ้วงเข้าที่บริเวณอกของไป่ หยู๋ เธอกระอักออกมาเป็นโลหิตสีดำอยู่ตรงพื้น ไอควันสีดำรอบๆตัวค่อยๆจางหาย พร้อมกับออร่ารอบๆตัวของ เหม่ย หลิน ไป่ หลง เข้าไปประคองน้องสาวของตนความเป็นห่วง
“เป็นอะไรรึเปล่า ไป หยู๋”
     เจ้าโลหิตก้อนสีดำรวมตัวขึ้นเป็นหนอนตัวเล็กๆ มันพยามที่จะคลานหนี แต่เหม่ย หลิน ทำหน้ายิ้ม จากนั้นจึงยื่นเท้าเหยียบมันเสียซะเละคาบาทาของเธอเอง ตาของไป่ หยู๋ ค่อยลืมขึ้นช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลมองเห็นแสงสว่างอีกครั้งหลังจากไม่ได้เห็นมาสิบปี เธอขยี้ตาเล็กน้อย มองไปที่ไป หล่งที่กำลังยิ้มปากกว้าง
“ท่านพี่คะ”
     ไป่ หลงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาร้องไห้อีกครั้ง กอดน้องสาวของเขาไว้แน่น เธอก็ร้องไห้ กอดเขาไว้เช่นกัน เหม่ย หลิน ค่อยๆเดินออกมาจากบ้าน นักรบคู่หูที่กำลังนั่งอยู่ตรงโขดหินกอดอก เขาหัวเราะเบาๆ
      “เจ้านี่ ทุ่มจริงๆนะ ถ้าท่านพ่อมาเห็นคงภูมิใจน่าดู”
      “นั่นสิ ถ้าท่านอยู่กับเราในตอนนี้ก็คง”
     ทั้งสองเงียบไป สายตาของทั้งสองดูเศร้าสร้อย ตรงข้ามกับตลอดเวลาที่ผ่านมา ไป่ หลง เดินมาจากบ้านพร้อมกับ ไป่ หยู๋ เหม่ย หลิน และนักรบ หันไปมองทั้งสองคน ทั้งคู่ คุกเข่าลง
     “ขอบคุณท่านมากครับ ขอบคุณจริงๆครับ”
     เหม่ย หลิน จับทั้งสองลุกขึ้น พลางยิ้มให้ มองหน้าไป หยู๋ ที่รู้สึกดีใจเป็นที่สุด ที่เห็นทั้งสองมีความสุข เธอก้มหัวลงให้เพื่อเป็นความขอบคุณ
      “ขอบคุณท่านมากเลยค่ะ”
     เหม่ย หลิน หัวเราะเสียงดัง แววตายิ้มแย้ม เธอลูบหัวไป หยู๋ เบาๆ จากนั้นจึงเดินกลับไปหาคู่หูของเธอที่นั่งรออยู่ที่โขดหิน ทั้งสองมองพี่น้องคู่นี้ที่ดูมีความสุข ก็ทำให้ทั้งคู่ปลื้มปิติด้วยเช่นกัน
     “ถ้าท่านไม่อยากไปนะ ไป่ หลง ข้าก็ไม่อยากจะบังคับท่านหรอก ข้าก็ต้องไปแล้ว”
    ไป่ หลงกับ ไป่ หยู๋ มองหน้า กัน ไป่ หลง รีบหยิบสัมภาระ แล้วสาดน้ำใส่ ลากู๊ดทั้งสองให้ตื่นขึ้น เขาลากมันทั้งสองออกมาพร้อมกับรถลากอย่างรวดเร็ว
    “ทางข้างหน้ายังอีกไกลนะครับ ท่านจะไปกว๋อเจิ้ง ใช่รึเปล่าครับ ไปกันเถอะครับ”
   เหม่ย หลิน หัวเราะเล็กๆ เธอเดินไปหยิบของ แล้วเดินไปใกล้ๆ กับไป่ หลง รู้สึกเหมือนกับว่าไป่ หลงดีใจมาก เธอจึงเอ่ยถามไปว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจ
    “ทำไมคราวนี้ถึงจะพาข้าไปหล่ะ”
    “ก็ท่านนั้นช่วยน้องสาวข้า ข้าขอตอบแทนท่านนะครับ แม้ตายก็ไม่เสียดาย”
    เหม่ย หลิน ยิ้ม ส่วนนักรบที่เดินมาใกล้ๆเหม่ย หลิน ก็แบกสัมภาระขึ้นหลังรถลาก ทั้งสองดีใจที่ ไป่ หลงจะให้ความช่วยเหลือไปสู่ที่หมายได้รวดเร็วขึ้น ไป่ หยู๋ วิ่งมาหาเหม่ยหลิน นำสร้อยคอทำจากเปลือกหอย มาให้กับ เหม่ย หลิน ก่อนจะออกเดินทาง
    “นี่มันอะไรเหรอคะ”
    “มันคือสร้อยคอนำโชคที่มีหนูมีอันเดียว หนูขอให้ท่านเป็นของนำโชคให้ท่านปลอดภัยนะคะ”
    “ข้าไม่เอาได้รึเปล่า”
    “ขอให้ท่านรับไว้เถอะค่ะ แทนคำขอบคุณของข้า”
     เหม่ย หลินนำมันใส่กระเป๋า เธอพยักหน้าให้กับ ไป่ หยู๋ เหม่ยหลิน ลูบหัวไป่ หยู๋ ด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงกระโดดขึ้นรถลาก จากนั้น ไป่ หลงจึงเอามือตบหลังเจ้าลากู๊ดเบาๆ เพื่อให้มันเริ่มขับเคลื่อน มันก้าวขาออกด้วยช้าๆ แล้วเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย
     “ป้ายหน้า กว๋อเจิ้ง”
    ไป่ หลงตะโกนด้วยกำลังใจที่แรงกล้า เขาควบลากู๊ดสองตัวด้วยเชือก เพื่อเพิ่มความเร็วให้มันอีก ส่วนไป่ หยู๋มองดู รถลากกำลังออกเดินทางสู่ทิศเหนือ เธอตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
     “โชคดีนะคะ ท่านเหม่ย หลิน”
เหม่ย แหงนหน้าออกมาจากรถลาก เพื่อมองดูไป่ หยู๋ ที่กำลังโบกมืออำลาให้กับเธอ เหม่ย หลินโบกมือตอบ แล้วกลับเข้ามานั่งข้างๆนักรบคู่หู เหม่ย หลินยิ้มเล็กๆให้กับเขา
    “เจ้านี่อัจฉริยะจริงๆนะ เหม่ย หลิน เรื่องซื้อใจคนจริงๆนะ”
    “มันเป็นเรื่องปกติน่ะคะ ท่านพี่”
     ทั้งสองค่อยออกเดินสู่เมืองที่ล่มสลาย หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กว๋อเจิ้ง เพื่อทำอะไรบางอย่างหนทางเส้นเหนือข้างหน้ามีอันตรายเฝ้ารอพวกเขาทั้งสองอยู่อย่างแน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 30, 2008, 05:45:38 PM โดย Farn » บันทึกการเข้า

I always be with you.
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: